ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล

ศีล แปลว่าปกติหรือเย็นเป็นปกติ แปลว่าปกติ คือเป็นไปตามปกติ ของกาย วาจา ปราศจากเจตนาที่คิดคด แปลว่า ย็นนั้น คือทำให้ผู้มีศีลอยู่ในความร่มเย็น ไม่มีภัย ไม่มีเวรกับผู้ใด เพราะฉะนั้นศีลจึงเป็นการรักษากายวาจาให้เป็นปกติ เรียบร้อย ศีลทางกายเช่น ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่เสพเครื่องดองของมึนเมา ศีลทางวาจา เช่น การละเว้นจากการพูดเท็จ, ส่อเสียด เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าศีลนั้นปราบปรามกิเลสอย่างหยาบ ที่ล่วงทางกาย และทางวาจา ศีลมีหลายประเภทแบ่งอย่างละเอียด เช่น ศีลคฤหัสถ์ สำหรับอุบาสก,อุบาสิกา เช่น ศีลห้า (เบญจศีล) ศีลสามเณร สามเณรี เช่น ศีล 10 (ทศศีล) ศีลสิกขมานา ศีลภิกษุณี (310 ข้อ) และศีลของภิกษุ (227 ข้อ) ถ้าแบ่งศีลอย่างย่อก็แบ่งเป็นสองประเภทคือ ศีลคฤหัสถ์ และศีลบรรพชิต

  • สมถภาวนา คือ การฝึกจิตเพื่อมุ่งความสงบของจิต การฝึกจิตให้มีสงบอารมณ์เดียวดิ่งแน่วแน่ มีความตั้งมั่น (หรือที่เรียกว่าสมาธิ) ซึ่งมี 40 วิธี (กรรมฐาน 40) จะใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละบุคคล แต่วิธีที่นิยมกันคือ การเจริญภาวนาปานสติ
  • วิปัสนาภาวนา คือ การฝึกจิตที่สงบแล้วให้พิจารณาด้วยปัญญารู้เป็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ
  • บุคลบริสุทธิ์ (ปฎิคาหก คือ ผู้รับทานเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความสงบระงับ มีกายวาจาเรียบร้อย ตั้งใจประพฤติธรรม)
  • อภัยทาน ได้แก่ การให้อภัยซึ่งกันและกัน
ศีล 5 ได้แก่
 
ปาณาติปาตา เวรมณี ละเว้นสังหาร ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายสัตว์อื่น
อาทินนาทานา เวรมณี ละเว้นจากการขโมยสิ่งของ
กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
มุสาวาทา เวรมณี ละเว้นการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง
สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา เวรมณี ละเว้นการเสพ เครื่องดอง ของมึนเมา
ศีล 8 คือ อัฎฐศีล ถ้าสมาทานรักษาพิเศษในวันอุโบสถ์ เรียกว่า อุโปสถศีล ได้แก่
 
ปาณาติปาตา เวรมณี ละเว้นสังหาร ประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายสัตว์อื่น
อาทินนาทานา เวรมณี ละเว้นจากการขโมยสิ่งของ
กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
มุสาวาทา เวรมณี ละเว้นการพูดเท็จ โกหก หลอกลวง
สุราเมรยมัชชปมาทัฎฐานา เวรมณี ละเว้นการเสพ เครื่องดอง ของมึนเมา
วิกาลโภชนา เวรมณี เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสน มาลาคันธวิเลปน
ธารณมัณฑนวิภูสนัฎฐานา เวรมณี
เว้นจากการฟ้อน รำขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการละเล่น อันเป็นข้าศึกต่อ
อุจจาสยนมหาสยนา เวรมณี ว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟื่อย
ศีล 5 หรือทศศีล ได้แก่

ข้อ 1-8 เหมือนกับในศีลแปด เพิ่มอีกสองข้อคือ

มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนฎฐานา เวรมณี เว้นจากการทัดทรงดอกไม้ของหอม และ เครื่องลูบไล้ ซึ่งเป็นเครื่องประดับ

ชาตรูปรชตปฎิคคหณา เวรมณี เว้นจากการรับเงินและทอง

ศีลจะขาดเพราะใจอย่างเดียวไม่ได้ เช่นนึกฆ่าสัตว์ เป็นต้น ศีลยังไม่ขาด เพราะยังไม่ได้ ประกอบด้วยกายวาจา แต่ถ้าฆ่าด้วยกายเราหรือใช้เขาฆ่าด้วยวาจาเรา อย่างนี้ศีลขาดเป็นความผิดบาป


สมาธิ

ศาสนาพุทธเน้นในสัมมาสมาธิ คือสมาธิที่ใช้ในทางแห่งการหลุดพ้น โดยใช้ปัญญาพิจารณาในสิ่งทั้งหลาย

ตามที่เป็นจริง ไม่ใช่การหวังผล สนองตัณหาความอยาก เช่น อวดฤทธิ์ อวดความสามารถ เป็นต้น

สมาธิแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ

ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วครู่ ชั่วขณะหนึ่ง เป็นสมาธิขั้นต้นที่บุคคลทั่วไปใช้ในการปฎิบัติหน้าที่ในการงานประจำวัน

อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ตั้งได้นานหน่อย ใกล้ที่จะได้ฌาน เกิดนิมิตต่างๆ เช่นเห็นแสงสว่างอยู่ระยะหนึ่ง

อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิแน่วแน่ถึงฌาน เป็นการทำสมาธิขั้นสูงสุด

สมาธิใช้สำหรับปราบกิเลสอย่างกลาง ที่จำเพาะเกิดขึ้นในใจคือนิวรณ์ 5 เมื่อกายวาจา สงบเรียบร้อยแล้วแต่บางทีจิตยังไม่สงบ คือยังมีความกำหนัด ความโกรธ ดีใจ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ตื่นเต้น กลัวรำคาญ หรือสงสัย ลังเลอยู่ อาจล่วงถึง กายวาจาได้ เช่น สีหน้าผิดปกติ เมื่อกระทบอารมณ์ รุ่นแรงเข้า ก็ถึงออกปาก ด่าว่าทุบตี ฆ่าฟัน เป็นต้น

ศีลมีหน้าที่ตั้งจิต งดเว้นไม่ทำบาปด้วย กาย วาจา สมาธิมีหน้าที่รักษาจิต ให้สงบจากนิวรณ์ทั้งห้า มิให้เศร้าหมองเพราะความกำหนัด ขัดเคือง ใจหดหู่ ฟุ้งซ่าน ตื่นเต้น กลัว รำคาญ และสงสัย ลังเล ในอารมณ์ ต่างๆ เหล่านั้น นิวรณ์ 5

นิวรณ์ 5 คือธรรมอันกั้นจิต ไม่ให้บรรลุความดี เป็นข้าศึกแก่สมาธิ มี 5 อย่างคือ
 
กามฉันท์ ความพอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมี รูป หรือความพอใจในกาม
พยาบาท คือ การปองร้ายผู้อื่น
ถีนมิทธะ คือ ความง่วงเหงา หาวนอน จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย

นิวรณ์นั้นเป็นข้าศึกแก่สมาธิ เวลามีนิวรณ์ สมาธิก็ไม่มี เวลามีสมาธิ นิวรณ์ก็ไม่มี เหมือนมืดกับสว่าง เวลามืดสว่างไม่มี เวลาสว่างมืดก็หายไป จะนำมารวมกันไม่ได้

ธรรมทั้ง 5 ประการนี้เมื่อเกิดกับผู้ใด ย่อมจะเป็นธรรมอันกั้นจิตไม่ให้ผู้นั้นบรรลุความดีหรือสิ่งที่ตนประสงค์ได้


ปัญญา

ปัญญา แปลได้หลายอย่าง เช่น ความรอบรู้เหตุผล รู้ชัด รู้ทัน รู้ประจักษ์ และรู้ถึงทั้งภายในและภายนอก เป็นต้นปัญญาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โลกิยปัญญา เป็นปัญญาของโลกิยชน และโลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาของ พระอริยบุคคล ปัญญามีไว้สำหรับปราบปรามกิเลสอย่างละเอียด คือ อวิชชา (ความหลง ความไม่รู้เท่า ความเห็นผิดว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง สิ่งทั้งหลายเป็นสุข)

ปัญญาต่างกับวิญญาณ คือ

วิญญาณนั้น เพียงแต่รู้ความกระทบ จากอาตตนะภายนอก เช่น ตาเห็นรูป เกิดจากวิญญาณ (รู้ทางตา) เป็นหน้าที่ ต้องรับรู้ไว้ทั้งหมด ทั้งรูปดีและรูปไม่ดี จะเลือกแบ่งรูปแต่ส่วนที่ดี ที่ใจชอบอย่างเดียวไม่ได้ แต่มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ ไม่มีความฉลาดรู้เท่าทันว่าดีหรือชั่ว

ส่วนปัญญานั้น รู้เท่าทันว่า

ขันธ์ 5 นั้นเป็นทุกข์ ความอยากนั้นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดับความอยากเสียได้ ก็ดับความทุกข์ได้ มรรคมีองค์ 8 เป็นทางแห่งการดับทุกข์ อัธยาศัยที่มัวเมาในกาม, อยากเป็นนั่นเป็นนี่ โดยความไม่รู้เท่า เป็นอาสวะ ดับความหลงนี้โดย มรรคมีองค์ 8 รู้เท่าทันว่า สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราจะมีเพียงสมาธิเท่านั้นยังไม่พอ เพราะสมาธิระงับ กิเลสได้ชั่วคราว เฉพาะเวลาที่สมาธิเกิดขึ้นเท่านั้น ถ้าจะเปรียบเป็นเพียง ยารักษาโรคชั่วคราว หรือเปรียบเสมือน เอาก้อนหิน ทับหญ้าไว้ พอยกก้อนหินขึ้น หญ้าได้น้ำ ได้ฝน ก็งอกงามขึ้นอีกอย่างเดิม

 

banner guide