วิสัยทัศน์และพันธกิจ

ทุกสังคมในโลกนี้ ที่ไม่เจริญมั่นคง ทั้งในทางวัตถุและในทางคุณธรรมจริยธรรมหรือที่เจริญอยู่แล้ว เกิดความเสื่อมและวิบัติ ก็เพราะคนในสังคมนั้น เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ที่เราเรียกกันว่า ใจแคบ ใจจืด ใจดำ วันๆ คิดแต่จะเอาประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก คือขาดน้ำใจอันดีงามต่อกันนั่นเอง


ความเห็นแก่ตัวนั้น ยังเป็นเหตุให้คนเรา ไร้ความสัตย์ พูดปด พูดคำหยาบ พูดจาไม่น่ารัก เย่อหยิ่ง ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น แบ่งแยกตัวเอง เข้ากับใครได้ยาก ไม่คิดช่วยเหลือใครและสังคม ถ้าช่วยก็เฉพาะว่าตนและพรรคพวกตนจะได้อะไรเทานั้น บางทีถ้าตนและพรรคพวกไม่ได้ หรือขอแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว ก็หาทางทำลายเลย


ถ้าสังคมในโลกนี้ มีคนประเภทนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สังคมนั้นเสื่อมและวิบัติมากเท่านั้น

ทุกศาสนา ทุกศาสดา ทรงสอนว่า ชีวิตความเสื่อมความเจริญ ความสุขและความทุกข์ของทุกคนและทุกสังคมในโลกนี้ มีความเกี่ยวเนื่องถึงกัน คนใดสังคมใด ร่ำรวย มีความสุข ความเจริญ คนเดียวหรือสังคนเดียว มักประสบภัยอันตราย ดำรงอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ แต่ทุกคนทุกสังคม จะมีความเจริญมั่นคงโดยสันติสุขสวัสดี เพราะมี “น้ำใจ” ต่อกัน โดยร่วมกันประพฤติในหลัก ๔ ประการ คือ


๑. เสียสละแบ่งปันทรัพย์ สิ่งของ ความรู้ ความปรารถนาดี และการให้อภัยแก่กัน
๒. มีความซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง พูดจาอ่อนหวาน เอื้อเฟื้อและสานประโยชน์ต่อกัน
๓. รู้จักวางตนและปรับตัวให้เหมาะสมพอเหมาะพอดีกับภาวะและฐานะในสังคม
๔. รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ตนประโยชน์ต่อคนอื่นต่อสังคมต่อชาติและเพื่อนร่วมโลก


มูลนิธิน้ำใจไทย (ไทย-ญี่ปุ่น) จึงยึดหลักธรรม “น้ำใจ” ๔ ประการนี้ มาเป็นสื่อกลาง เพื่อให้สาธุชน ผู้มีน้ำใจอันดีงาม ได้ปฏิบัติต่อบุคคล ต่อสังคม ที่ขาดแคลนที่ด้อยโอกาส ที่ประสบภัย หรือที่ต้องการพัฒนาความเจริญทั้งในทางวัตถุ และในทางคุณธรรม เพื่อประโยชน์และสันติสุขต่อเพื่อนร่วมโลก โดยเชื่อมั่นว่า อานิสงส์แห่งคุณธรรม ๔ ประการนี้ จะเป็นปฏิพรตอบสนองให้ทุกท่านผู้บำเพ็ญมีความเจริญสุขสวัสดีทั้งในโลกนี้และในสัมปรายภพแน่นอน